 ภาพ: ถ้ำผายาว ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย
ท่ามกลางความมืดที่เนิ่นนานราวอสงไขยภายใต้ผืนแผ่นดินลึกลงไปนับร้อยเมตร แต่มิใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดนิ่ง หลายชีวิตเคลื่อนไหว หลายสิ่งแปรเปลี่ยน อยู่ภายในอาณาจักรแห่งความลี้ลับ ที่เรียกว่า ถ้ำ นักวิทยาศาสตร์ให้ความหมายของถ้ำว่า คือช่องว่างหรือโพรงในหินซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อทางเดินของน้ำระหว่างทางน้ำเข้าและทางน้ำออก โพรงเหล่านี้อาจมีขนาดเล็กแค่ 5 มม.หรือขนาดใหญ่มากถึง 30 เมตร ส่วนช่องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มม.แต่เป็นช่องทางเชื่อมต่อระหว่างทางน้ำเข้าและทางน้ำออกนั้นเรียกว่า ถ้ำต้นแบบ(Protocaves) ซึ่งในภายหลังมักมีขนาดใหญ่ขึ้นเนื่องจากกระบวนการผุพัง(Weathering) จนกลายเป็นถ้ำในที่สุด
ภายในถ้ำมักมี หินรูปร่างแปลกๆ ที่เรียกว่า หินงอก หินย้อย ซึ่งเกิดจากการที่น้ำฝนซึมผ่านชั้นดิน ซากพืชซากสัตว์ ทำให้น้ำฝนมีสภาพเป็นกรดคาร์บอนิกอย่างอ่อนๆ เมื่อซึมมาจนถึงชั้นหินปูนหรือซึมผ่านรอยแตกในหินปูน น้ำกรดจะละลายเนื้อหินปูนออกเรื่อยๆ และเมื่อมีความเข้มข้นมากๆ พร้อมกับเกิดตกผลึกของแร่แคลไซต์ใหม่อีกครั้ง ก็จะเกิดเป็นหินงอก หรือ หินย้อย โดยถ้าน้ำที่มีสารหินปูนละลายอยู่ ไหลหรือหยดมาตามเพดานถ้ำและตกผลึกใหม่ก็จะเกิดเป็น หินย้อย(Stalactite) ส่วนน้ำที่หยดจากเพดานถ้ำลงสู่พื้นก็จะตกผลึกพอกตัวสูงขึ้นจนกลายเป็น หินงอก(Stalacmite) ตัวอย่างหินงอกหินย้อยสวยๆเช่นที่ถ้ำห้วยบอน อช.แม่ฝาง จ.เชียงใหม่
เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ เข้า หินงอกและหินย้อยก็จะมาบรรจบกันคล้ายเสาค้ำเพดาน เรียกว่า เสาหิน(Column) เช่นเสาหินที่ถ้ำเสาหิน อช.ลำคลองงู จ.กาญจนบุรี
ที่มา: www.seub.or.th |